เข้าระบบ »  |  รายการเว็บ »  |  สุ่มเว็บ »
ประวัติรังสีรักษาโรงพยาบาลศิริราช

ผู้ให้ข้อมูล : ศาสตราจารย์นายแพทย์ไพรัช  เทพมงคล


 


เนื่องจากในระยะแรกหน่วยรังสีรักษาของโรงพยาบาลศิริราช ยังรวมกันกับหน่วยรังสีวิทยาทั่วไป ผู้เขียนจึงขอเริ่มต้นด้วยแผนกรังสีวิทยาของโรงพยาบาลศิริราช ซึ่งได้กำเนิดขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2472 (ในสมัยนั้นประเทศไทย นับวันที่ 1 เมษายน เป็นวันขึ้นปีใหม่) โดยมีศาสตราจารย์ หลวงพิณพากย์พิทยาเภท เป็นผู้ก่อตั้ง ซึ่งในขณะนั้นในประเทศไทยมีรังสีแพทย์อยู่เพียงท่านเดียว ก็คืออาจารย์หลวงพิณฯนั่นเอง แผนกที่เปิดทำการใหม่ชื่อว่า “แผนกเอ็กซเรย์วิทยา” มีเครื่องเอ็กซเรย์อยู่เพียงเครื่องเดียว เป็นเครื่อง KELLEKOETT, AERIAL  TYPE, 30MA, 120 KV, MORTO RECTIFICATION สมัยนั้นยังไม่มีผู้ประดิษฐ์เครื่องชนิด SHOCK-PROOF หรือชนิด VALVE RECTIFICATION ฉะนั้นเวลาเปิดเครื่องจึงมีเสียงดังมาก และต้องคอยระวังอันตรายจาก ELECTRIC SHOCK แต่ก็เป็นที่ตื่นเต้นของบุคลากรในโรงพยาบาลศิริราชทุกครั้งที่มีการตรวจ เอ็กซเรย์แก่ผู้ป่วย

เนื่องจาก อาจารย์หลวงพิณฯ ท่านเป็นรังสีแพทย์คนแรกในประเทศไทย (รูปที่ 1) เป็นหัวหน้าแผนกเอ็กซเรย์วิทยาคนแรกของศิริราช นับเป็นแผนกวิชาเดียวของของศิริราชที่ก่อตั้งโดยอาจารย์ไทย และมีหัวหน้าแผนกเป็นคนไทยตั้งแต่แรก (ในสมัยนั้นแผนกวิชาต่างๆในโรงพยาบาลศิริราชมักจะเริ่มก่อตั้งโดยแพทย์ชาว ต่างประเทศ และหัวหน้าแผนกต่างๆก็จะเป็นชาวต่างประเทศทั้งหมด) ศาสตราจารย์หลวงพิณพากย์พิทยาเภท เดิมชื่อ นายพิณ เมืองแมน ซึ่งเป็นผู้ที่ได้รับพระราชทานทุน KING SCHOLARSHIP ไปศึกษาวิชาแพทย์ที่สหรัฐอเมริกา จนสำเร็จจาก JEFFERSON MEDICAL COLLEGE และหลังจากนั้นก็ได้รับ “ทุนมหิดล” ให้ศึกษาวิชารังสีวิทยาต่อที่ PETER  BENT  BRIGHAM  HOSPITAL จนสำเร็จ และได้รับมอบหมายจากคณบดี ให้ดำเนินการจัดซื้อเครื่องเอ็กซเรย์ 1 เครื่อง โดยเงินบริจาคของพระยาอรรถการประสิทธิ  และจัดส่งมาทางเรือ และ อ.หลวงพิณ ได้เดินทางมาประกอบและติดตั้งด้วยตนเอง และใช้การได้เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2471 ซึ่งขณะนั้นยังไม่ได้ตั้งเป็นแผนกเอ็กเรย์ นับว่าเป็นเครื่องเอ็กซเรย์เครื่องแรกของโรงพยาบาลศิริราช (รูปที่ 2) จะเห็นได้ว่าโรงพยาบาลศิริราชใช้เอ็กซเรย์วินิจฉัยโรค หลังจากที่ศาสตราจารย์ เรินต์เกน ค้นพบรังสีเอ็กซ์เพียง 34 ปี

พ.ศ.2477  อาจารย์หลวงพิณฯ ได้รับเชิญไปเป็นที่ปรึกษาและก็เป็นผู้ริเริ่มการจัดตั้งแผนกรังสีวิทยาของ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ซึ่งบริหารโดยสภากาชาดไทยด้วย ซึ่งขณะนั้นมี 400 เตียง อาจารย์หลวงพิณฯ จึงต้องปฏิบัติงานเป็นหัวหน้าแผนกรังสีวิทยา โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ และควบคู่ไปกับตำแหน่งหัวหน้าแผนกรังสีวิทยาโรงพยาบาลศิริราชด้วย

ที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ในขณะนั้นก็มีเพียงอาจารย์หลวงพิณฯ เพียงท่านเดียวที่เป็นรังสีแพทย์ อาจารย์หลวงพิณฯจึงต้องทำหน้าที่อ่านฟิล์มเอ็กซเรย์และบริหารงานแผนกไปด้วย ทั้งที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์และโรงพยาบาลศิริราช จนกระทั่ง ปี พ.ศ.2483 ศาสตราจารย์แพทย์หญิงคุณตวัน สุรวงค์ บุนนาค ซึ่งสำเร็จแพทยศาสตร์บัณฑิตจากอเมริกามาก่อน เมื่อ อาจารย์คุณตวันฯ เดินทางกลับประเทศไทยผ่านทางยุโรป จึงได้แวะดูงานด้านรังสีวิทยาจากเบอร์ลิน ประเทศเยอรมันเพิ่มเติม (ระหว่าง พ.ศ. 2481-2482) และได้กลับมาช่วย อาจารย์หลวงพิณฯ ที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ และได้มีการพัฒนาแผนกรังสีวิทยาอีกมากมาย และต่อมาในปี พ.ศ.2493 ศาสตราจารย์ แพทย์หญิงพิศมัย  อร่ามศรี ได้รับการบรรจุเข้ารับราชการในแผนก และได้เดินทางไปศึกษาวิชารังสีวิทยา ที่ CLEVELAND CLINIC, USA เมื่อปี พ.ศ.2495 และต่อมาในปี พ.ศ.2501 ก็ได้รับทุน SEATO RESEARCH FELLOW ได้ศึกษาวิชารังสีรักษา ที่ MANCHESTER ประเทศอังกฤษ ภายใต้การสนับสนุนของ  PROFESSOR   RALSTON  PATERSON ซึ่งมาเยี่ยมประเทศไทยเป็นครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2500 (รูปที่ 3,4,5) PROFESSOR PATERSON ผู้นี้เป็นผู้เขียนตำรา TEXT BOOK OF RADIOTHERAPY OF MALIGNANT DISEASE ของอังกฤษ ซึ่งเป็นตำรามาตรฐานเป็นที่อ้างอิงของแพทย์รังสีรักษาทั่วโลก ส่วน อาจารย์คุณตวันฯ ได้รับทุนไปเป็น FELLOWSHIP  ของ  MUTUAL  SECURITY  AGENCY ไปฝึกงานด้านรังสีวิทยาที่  BELLEVUE  HOSPITAL ในนิวยอร์ก เมื่อ พ.ศ. 2495 และอาจารย์คุณตวันฯ ก็สอบได้ AMERICAN BOARD OF DIANGNOSTIC ROENTGENOLOGY ด้วย ส่วนอาจารย์นายแพทย์ภิญโญ  กำภู ณ อยุธยา ได้บรรจุในแผนกในปี พ.ศ. 2500

อาจารย์หลวงพิณฯ ท่านได้ช่วยงานที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2477 จนถึง พ.ศ.2501 จึงกลับมาบริหารงานที่โรงพยาบาลแห่งเดียว ที่โรงพยาบาลศิริราชหลังจากแผนกเอ็กซเรย์วิทยา เปิดทำงานเมื่อวันที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2471  ซึ่งทั้งแผนกมีแต่ อาจารย์หลวงพิณฯ เพียงท่านเดียว ในระยะแรกท่านจึงทำหน้าที่ถ่ายฟิล์มเอง ล้างฟิล์มเอง และอ่านฟิล์มเอง และยังต้องทำหน้าที่พิมพ์ดีดรายงานผลเองอีกด้วย จนกระทั่งมีผู้ช่วย โดยวันที่ 1 เมษายน  2472  ศาสตราจารย์ นายแพทย์อำนวย เสมรสุต ซึ่งจบแพทย์ปริญญารุ่นแรกเป็นแพทย์ศาสตร์บัณฑิต ก็ได้บรรจุรับราชการในแผนก ช่วยอาจารย์หลวงพิณฯ อ่านฟิล์มเอ็กซเรย์ และในปีเดียวกันนี้เองเริ่มใช้เอ็กซเรย์รักษาโรคผิวหนังเป็นครั้งแรก จึงนับได้ว่าในปี พ.ศ.2472 เริ่มมีการใช้รังสีรักษาโรคในประเทศไทย ในยุคเริ่มต้นขณะนั้นในแผนกเอ็กซเรย์วิทยา มีอาจารย์เพียง 2 ท่าน เนื่องจากไม่มีใครกล้ามาสมัครเข้าทำงานในแผนก เนื่องจากมีข่าวลือกันเรื่องอันตราย อันอาจจะเกิดจากการทำงานเกี่ยวกับรังสี (ซึ่งก็เกิดกับอาจารย์อำนวยจริงๆซึ่งผู้เขียนจะกล่าวในภายหลัง) แม้ตัวอาจารย์อำนวย เองก็หวั่นเกรงเช่นกัน จนถึงกับต้องขอร้องไห้ศาสตราจารย์ นายแพทย์ W.H. PERKINS หัวหน้าแผนกอายุรศาสตร์ โรงพยาบาลศิริราชในขณะนั้นตรวจร่างกายก่อนว่าแข็งแรงพอที่จะทำงานเกี่ยวกับ รังสีได้หรือไม่  ฉะนั้นในยุคเริ่มต้นซึ่งเป็น จึงมีงานที่จะต้องพัฒนามาก STAFF ในแผนกทั้ง 2 คน คือ อาจารย์หลวงพิณฯและอาจารย์อำนวย จึงต้องทำหน้าที่ทั้งหมด ตั้งแต่เป็นอาจารย์สอนนักศึกษาแพทย์ในวิชาเอ็กซเรย์วิทยา ซึ่งจัดว่าเป็นวิชาใหม่ทันสมัยในขณะนั้นจึงเป็นที่สนใจของนักศึกษาแพทย์มาก อาจารย์อำนวยเล่าให้ผู้เขียนฟังว่า นอกจากเป็นครูแล้ว ทั้ง 2 ท่านยังต้องเป็นเทคนิคเชี่ยนและเสมียนไปด้วย บางคราวเวลาว่าง ทั้งหัวหน้าแผนก (อาจารย์หลวงพิณฯ) และผู้ช่วย (อาจารย์อำนวย) ก็ต้องลงมือเช็ดถูทำความสะอาดเครื่องเอ็กซเรย์เองโดยไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อย เพราะทั้ง 2 ท่านตื่นเต้นและทะนุถนอมเครื่องมือใหม่ของท่าน

การตรวจและถ่ายฟิล์มในสมัยนั้นต้องเสียเวลาอธิบายแก่ผู้ป่วยและญาติเป็นเวลา นานๆ โดยเฉพาะเมื่อจะตรวจโดยวิธี FLUOROSCOPY เมื่อดับไฟในห้องมืดตื้อก็ยังจะผละหนีออกมานอกห้องต้องเสียเวลาอธิบายอยู่ นาน (รูปที่ 7) การรักษาโรคผิวหนังด้วยเอ็กซเรย์ อาจารย์อำนวยต้องเป็นผู้คัดเลือกผู้ป่วยที่จะต้องฉายแสงเองโดยแผนกตรวจโรค นอกจะสั่งผู้ป่วยโรคผิวหนังมาปรึกษาแผนกเอ็กซเรย์โดยตรง เนื่องจากในขณะนั้นในโรงพยาบาลศิริราชยังไม่มีแพทย์ผิวหนังโดยตรง

การรักษาโรคมะเร็งในสมัยนั้น ใช้วิธีการผ่าตัดเท่านั้น ส่วนมากผลหายขาดน้อยมาก เพราะผู้ป่วยส่วนใหญ่มาโรงพยาบาลก็ต่อเมื่อโรคมะเร็งลุกลามมากแล้ว เพราะมัวแต่รักษากันเองโดยใช้ยาหม้อยาต้ม หรือการใช้เวทย์มนต์คาถามาก่อน การผ่าตัดจึงมักแค่เป็นการรักษาประคับประคองอาการและไม่มี FOLLOW UP ส่วนการใช้รังสีรักษาโรคมะเร็งในโรงพยาบาลศิริราช เริ่มในปี พ.ศ.2478  คือ 8 ปีภายหลังแผนกเอ็กซเรย์เปิดทำการ ในปีนี้ทางแผนกได้จัดซื้อเครื่องเอ็กซเรย์ชนิดลึกสำหรับฉายรักษาโรคมะเร็ง นับว่าเป็นเครื่องฉายรังสีที่ชนิดลึกเครื่องแรกในประเทศไทย (รูปที่ 8) (เป็นเครื่องเอ็กซเรย์เครื่องที่สองที่ติดตั้งในโรงพยาบาลศิริราช)  เป็นเครื่อง KELLEKNETT, 10MA, 230KV, AERIAL  TYPE, MOTOR  RECTIFICATION เครื่องนี้เองทำให้วงการแพทย์ทั้งโรงพยาบาลศิริราช และจุฬาลงกรณ์ (ที่เป็นโรงเรียนแพทย์ซึ่งมีเพียง 2 แห่งเท่านั้น)  ตื่นเต้นกันอีกครั้งเพราะเป็นอีกก้าวหนึ่งที่ขยายขอบเขตของการใช้เอ็กซเรย์ จากการวินิจฉัยโรคมาเป็นการรักษาโรคมะเร็งเป็นแห่งแรกในประเทศไทย

เครื่องเอ็กซเรย์ชนิดลึกสำหรับรักษาโรคมะเร็งเครื่องแรกดังกล่าว ติดตั้งขึ้นได้เนื่องด้วยพระกรุณาของพระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ ที่ได้ทรงระลึกถึงและห่วงใยในการเจ็บป่วยของประชาชนที่เป็นโรคมะเร็ง (โดยที่พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์เองในระยะเวลาต่อมาประมาณ ปี พ.ศ. 2503 ท่านก็ประชวรเป็น CA OESOPHAGUS และได้รับการรักษาโดยการผ่าตัดร่วมกับรังสีรักษา ณ THE  ROYAL  MARSDEN HOSPITAL, FULHAM  ROAD, LONDON และพระองค์ท่านก็ได้บริจาคทุนทรัพย์ส่วนพระองค์สร้างหอผู้ป่วยชื่อ  PRINCESS CHULA WARD ให้โรงพยาบาล ROYAL  MARSDEN ที่ SUTTON, SURREY ใช้เป็น WARD รับผู้ป่วยโรค LEUKEMIA  ซึ่งผู้เขียนเองเมื่อสมัยไปศึกษาอยู่ที่ ROYAL  MARSDEN ระหว่าง พ.ศ. 2509-2512 ก็ได้มีโอกาสไป WARD ROUND ผู้ป่วยใน WARD  นี้เป็นประจำ อาหารที่จะส่งไปให้ผู้ป่วย ward นี้จะต้องผ่านห้องเล็กๆ ซึ่งจะแสง ULTRAVIOLET อยู่ข้างหน้า WARD นี้ก่อนเสมอ เพราะผู้ป่วยใน PRINCESS CHULA WARD จะได้รับยาเคมีบำบัดในปริมาณสูงและกดภูมิคุ้มกันของผู้ป่วย) พระองค์เจ้าฯได้ประทานเงินจำนวน 16,000.00 บาท (หนึ่งหมื่นหกพันบาทถ้วน)  เพื่อจัดซื้อเครื่องเอ็กซเรย์ให้โรงพยาบาลศิริราช ซึ่งนับเป็นเงินจำนวนมากมายในสมัยนั้น ในปี พ.ศ. 2478 ที่เป็นปีแรกของการใช้เอ็กซเรย์รักษาโรคมะเร็งและโรคผิวหนังรวม 179 ราย จำนวน 846 ครั้ง และในปีต่อมาเพิ่มขึ้นเป็นจำนวน 413 ราย จำนวน  4,258 ครั้ง และในปี พ.ศ. 2480 อาจารย์อำนวยได้รายงานผลการรักษามะเร็งผิวหนังด้วยเอ็กซเรย์ ต่อที่ประชุมวิชาการของโรงพยาบาล  ศิริราช นับว่าเป็นรายงานครั้งแรกในการใช้รังสีรักษาโรคมะเร็งในประเทศไทย และได้ตีพิมพ์ในวารสารจดหมายเหตุทางการแพทย์ในปีนั้นด้วย

อาคารของแผนกเอ็กซเรย์วิทยา ต้องขยับขยายไปหลายแห่ง เนื่องจากมีการติดตั้งเครื่องเอ็กซเรย์ใหม่ๆ เดิมสุดแผนกเอ็กซเรย์ตั้งอยู่ในศาลาศัลยกรรมของแผนก จักษุ  โสต  นาสิก และลาริงซ์วิทยา (รูปที่ 9)  ซึ่งได้ถูกรื้อไปแล้ว ปัจจุบันสร้างเป็นอาคารสยามมินทร์ และในปี พ.ศ.2478  ได้ย้ายไปสร้างอาคารเอ็กซเรย์วิทยาเอง เป็นอาคารชั้นเดียวด้วยงบประมาณ 14,000 บาท ชื่อ “ตึกรัศมีวิทยา” (รูปที่ 10)  ซึ่งได้ถูกรื้อไปแล้ว ปัจจุบันสร้างเป็นตึกธนาคารไทยพาณิชย์ และอีก 4 ปีต่อมาคือ พ.ศ. 2482  ก็ได้ย้ายไปสร้างอาคารหลังใหม่ อยู่หลังบริเวณพระรูปสมเด็จพระราชบิดา ชื่อ “ตึกรังสีวิทยา” เป็นอาคาร 2 ชั้นสมัยใหม่ ด้วยงบประมาณ 120,000 บาท นับว่าเป็นอาคารที่โก้มากในสมัยนั้น (รูปที่ 11)  และในปี พ.ศ. 2482 นี้เองได้เปลี่ยนชื่อแผนกใหม่เป็น “แผนกรังสีวิทยา”  แผนกรังสีวิทยาทำการอยู่ตึกนี้จนถึง พ.ศ.2508 ตึกนี้ก็ถูกรื้อสร้างเป็น “อาคาร 72 ปี” ในปัจจุบัน (รูปที่ 12)  แผนกจึงต้องย้ายไปทำการชั่วคราวที่ตึกอายุรกรรมหญิงชั้นล่าง (ปัจจุบันถูกรื้อไปแล้วเช่นกัน และสร้างเป็นอาคารโรคหัวใจ แผนกรังสีวิทยาได้ย้ายเข้าไปทำการที่ตึก 72 ปี ในปี พ.ศ. 2511 โดยชั้นที่ 3 เป็นหน่วยเวชศาสตร์นิวเคลียร์ (รูปที่ 13) ซึ่งในสมัยนั้นเป็นตึกที่สูงเด่นมาก ไม่มีตึกอื่นสูงแข่งกันดังในปัจจุบัน (รูปที่ 14)

พ.ศ.2480  อาจารย์อำนวย ได้ “ทุนมหิดล” ไปศึกษาวิชารังสีวิททยา ณ ประเทศอังกฤษ และได้รับมอบหมายจากหัวหน้าแผนก (อาจารย์หลวงพิณฯ) ให้ไปดูงานด้านรังสีรักษาโรคด้วย อาจารย์อำนวยได้ไปเข้าเรียน Course Diploma of Medical Radiology and Electrology (D.M.R.E.) ที่ เคมบริดจ์  ภายหลังจากจบ Course DMRE แล้ว อาจารย์อำนวยได้ไปดูงานด้านรังสีรักษาในโรงพยาบาลในกรุงลอนดอนหลายแห่ง เช่นที่ The Royal Cancer Hospital  (ชื่อเดิมของ Royal Marsden Hospital), Westminster Hospital และที่ Mount Vernon Hospital  ซึ่งโรงพยาบาลทั้ง 3 แห่งนี้มีการใช้แร่ Radium สำหรับฝังแร่, สอดใส่แร่, และวางแร่ และยังมี Radium Bomb สำหรับฉายรังสีด้วย

ในสมัยที่อาจารย์อำนวยได้วางรากฐานเพื่อเป็นบันไดเชื่อมต่อให้ลูกศิษย์ของ ท่านอีก 3 คน      (ศ.นพ.กวี  ทังสุบุตร, ศ.คลินิก พญ.สายสงวน อุณหนันทน์ และตัวผู้เขียนเอง) ได้มีโอกาสไปศึกษาวิชารังสีวิทยา ต่อ ณ The Royal Marsden Hospital London,U.K. เพราะในขณะนั้น Dr. M. Lederman เป็น Registrar (ตำแหน่ง Resident ของอเมริกา) อยู่ที่ Royal Marsden (ต่อมา Dr. M. Lederman ได้เป็นหัวหน้าแผนกเรเดียมและรังสีรักษา และเป็นผู้ที่มีอิทธิพลต่อการบริหารและการศึกษาใน Royal Marsden  เป็นอย่างมาก จนกระทั่งท่านได้เกษียณอายุราชการ (65 ปี ในปี พ.ศ.2514)  อาจารย์อำนวยไว้พบและสนิทสนมกับ Dr.Lederman ทำให้ท่านฝากฝังลูกศิษย์หลายคนไปอยู่กับ Dr.Lederman ได้สะดวก)

ในปี พ.ศ.2481 อาจารย์หลวงพิณฯ ได้ของบประมาณราชการได้เงินเป็นจำนวน 20,000 (สองหมื่นบาท) เพื่อให้ อาจารย์อำนวย ซึ่งขณะนั้นกำลังอยู่ในอังกฤษ เจรจาจัดซื้อแร่เรเดียม (ทั้งนี้จากคำบอกเล่าของ อาจารย์อำนวย ต่อผู้เขียนว่า อาจารย์อำนวยได้เล็งเห็นประโยชน์ของแร่เรเดียมในการรักษาโรคมะเร็ง จากการดูงานตามโรงพยาบาลต่างๆ ในกรุงลอนดอน จึงเขียนจดหมายมาถึง อาจารย์หลวงพิณฯ เพื่อของบประมาณในการซื้อแร่เรเดียม)  เมื่อได้งบประมาณแล้ว อาจารย์อำนวย ได้ซื้อแร่เรเดียม เป็นแร่เรเดียมจากเบลเยี่ยมคองโกและมีราคาถูกกว่าแร่จากบริษัทแคนาดา ได้แร่เรเดียมจำนวน 330 มิลลิกรัม ภายในวงเงินงบประมาณ 20,000 บาทพอดี และต่อมาภายหลังทางแผนกได้จัดซื้อแร่เรเดียมเพิ่มเติมอีกหลายครั้งเมื่อให้ เพียงพอกับการรักษามะเร็งในขณะนั้น (อาจารย์อำนวย เกษียณอายุราชการในปี พ.ศ.2510 อาจารย์ได้มอบแร่เรเดียมส่วนตัวที่ใช้รักษาผู้ป่วยที่คลินิกเจริญพาศก์ ให้แผนกอีกจำนวน 121 มิลลิกรัม (โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สมัยที่อาจารย์หลวงพิณฯยังเป็นหัวหน้าแผนกได้จัดซื้อแร่เรเดียมครั้งแรก เมื่อปี พ.ศ.2496 จำนวน 150 มิลลิกรัม และซื้อเพิ่มเติมอีก 200 มิลลิกรัม ในปี พ.ศ.2501 โดย อาจารย์พิสมัย  อร่ามศรี)

หลังจากอาจารย์อำนวยจัดซื้อแร่เรเดียมและได้จัดส่งมาทางเรือ แร่เรเดียมมาถึงแผนกก่อนตัวอาจารย์อำนวย เพราะตัวอาจารย์อำนวยเองต้องแวะดูงานหลายแห่งในยุโรป เช่นที่ Paris – Madame Curie Radium Institute, ที่ Radium Hammet ในกรุง Stockholm, ที่ Finson’s Radium Institute ในกรุง Copenhagen  และ Cancer Institute ในกรุง Brussel  อาจารย์อำนวยยังเคยแวะไปดูงานในอเมริกาด้วย ก่อนกลับเมืองไทย เช่นที่ Presbyterial Hospital และ Memorial hospital ในกรุง New York และที่ Mayo’s Clinic, Rochester, Minnesota  ฉะนั้นในการรักษาผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูก 2-3 คนแรก หัวหน้าแผนกคือตัว อาจารย์หลวงพิณฯ เองจึงต้องลงมือใส่แร่เอง ทั้งๆที่ Applicators ยังส่งมาไม่ถึง แต่ด้วยความเรียกร้องของผู้ป่วยที่รออยู่ ทราบว่าในวันที่ใส่แร่ครั้งแรกนั้นมีทั้งแพทย์และนักศึกษาแพทย์ได้พากันมาดู กันอย่างล้นหลามที่ห้อง Operating Room  ของศาลาศัลยกรรม (รูปที่ 15) แนบมาเป็นรูปถ่าย

ในปี พ.ศ. 2481 ศาสตราจารย์ นายแพทย์โรจน์  สุวรรณสิทธิ์  ซึ่งได้สมัครมาเป็น House Officer (ตำแหน่ง Resident) ในปัจจุบันในแผนกและได้รับการบรรจุเข้าเป็นอาจารย์ช่วยอาจารย์อำนวยใส่แร่ ผู้ป่วยมาตลอด และอาจารย์โรจน์ได้รายงานการรักษาผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูกด้วยเรเดียมจำนวน 24 ราย ระหว่างเดือนมิถุนายน – ธันวาคม 2481 เป็นรายงานเบื้องต้น ซึ่งนับว่าเป็นรายงานการรักษาผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูกด้วยแร่เรเดียมเป็น รายงานแรกในประเทศไทย ในปีแรก (2481) ได้ทำการรักษาด้วยเรเดียม 81 ราย จำนวน  162 ครั้ง และต่อมาในปี พ.ศ. 2482 รักษา 122 ราย จำนวน 265 ครั้ง ในระยะเวลานั้นการวินิจฉัยโรคใช้การวินิจฉัยทางคลินิกเป็นส่วนใหญ่ การวินิจฉัยทางพยาธิวิทยาจะทำในรายที่สงสัยเท่านั้น อาจารย์อำนวยและอาจารย์โรจน์ได้รายงานและได้ตีพิมพ์ในจดหมายเหตุแพทย์ และสารศิริราช (รูปที่ 16)  เกี่ยวกับโรคมะเร็ง เกี่ยวกับการรักษาด้วยรังสี, เกี่ยวกับการรักษาโรคมะเร็งด้วยแร่เรเดียม ระหว่าง พ.ศ. 2480  - 2493  รวม 18 เรื่อง และอาจารย์ทั้ง 2 ท่านได้เริ่มเก็บสถิติผู้ป่วยมะเร็งตั้งแต่ พ.ศ. 2481 เป็นต้นมา และได้รายงานสถิติผู้ป่วยมะเร็งทุกอวัยวะผู้ป่วย ระหว่าง พ.ศ. 2481-2496 รวม 15 ปี เป็นผู้ป่วยจำนวนทั้งสิ้น  1970 ราย (เฉลี่ยปีละ 131 ราย) (การเก็บรวบรวมสถิติผู้ป่วยมะเร็งครั้งแรกนี้เองทำให้อาจารย์อำนวยเกิดแรง บันดาลใจที่จะก่อตั้งสถาบันมะเร็ง โรงพยาบาล  ศิริราชและเชื่อมโยงไปถึงการก่อตั้งสถาบันมะเร็งแห่งชาติ ซึ่งผู้เขียนจะกล่าวในลำดับต่อไป)

ในยุคต้นๆ ของการใช้เรเดียมรักษามะเร็ง ในจุดนั้น Professor Ralston Paterson แห่ง Radium Institute เพิ่งจะเริ่มแนะนำการใช้ dosage system for gamma ray therapy และเริ่มจะมีการใช้  system นี้ในยุโรป และในระยะหลังๆนี้ถือกันว่า Paterson’s gamma ray dosage system เป็น reference สำหรับการรักษาด้วย brachytherapy จนถึงปัจจุบัน อาจารย์อำนวยท่านไม่ได้ใช้ dosage system ของ Paterson แต่ท่านใช้ตาม Radium Institute, London และใช้ applicator ของ Donalson’s Butterfly Pessaries ซึ่ง Mount Vernon ใช้อยู่ ทั้ง 2 สถาบันนี้ได้ Modified จาก Heyman’s Technique แห่ง Radium Hammet, Stockholm  Dr.Donalson  ทำงานอยู่ที่  St. Bartholomew Hospital ซึ่งอาจารย์อำนวยได้กลับไปดูงานที่นี่อีกภายหลัง จึงได้ตาม Dr.Donalson ซึ่งเป็นที่ยอมรับของ The Cancer Research Committee of the London Association of Medical Women’s Federation ในขณะนั้น

พ.ศ. 2495  มีรายงานการรักษามะเร็งปากมดลูก โดยการใช้ Manchester Method โดย Margaret Todd และ  W. J. Meredith  แห่ง Radium Institute, Manchester ตีพิมพ์ในวารสาร British Journal of Radiology (Dr.Meredith  เป็นผู้หนึ่งที่ได้แต่งตำรา “The Fundamental Physics of Radiology”  ซึ่งเป็นตำราที่ใช้เป็น Reference ในการเรียนวิชารังสีรักษา และแพทย์ที่จะเข้าเรียนในหลักสูตร B.M.R.T.  ทุกคนจะต้องศึกษาตำราเล่มนี้ให้เข้าใจอย่างถ่องแท้ มิฉะนั้นจะสอบไม่ผ่าน  Part one ซึ่งรากฐานทาง Radiological Physics และ Radiobiology)  ซึ่งอาจารย์อำนวยได้ศึกษาและคำนวณ Dose ทาง Physics แล้ว ปรากฏว่าไม่แตกต่างจากการใช้ Donalson’s System ที่ใช้ในโรงพยาบาลศิริราชในขณะนั้น อาจารย์อำนวยจึงใช้ System เดิมต่อไป

ในปี พ.ศ. 2495 รศ.นพ.ประเสริฐ  นิลประภัสสร ได้รับการบรรจุในแผนกรังสีวิทยา (สมัยนั้นยังใช้ชื่อเป็นแผนกรังสีวิทยา และยังไม่ได้แบ่งกันชัดเจนว่าเป็นรังสีวินิจฉัยหรือรังสีรักษา และยังไม่มีหน่วยเวชศาสตร์ของโรงพยาบาลศิริราช เริ่มขึ้นเมื่อ พ.ศ.2501  เมื่อ ศ.นพ.ร่มไทร สุวรรณิก สำเร็จการดูงานจากสหรัฐอเมริกาแล้ว (ขณะที่เวชศาสตร์นิวเคลียร์ของโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ เริ่มขึ้นใน พ.ศ.2502 โดย IAEA ได้ส่ง Mr.Norman Venall  ซึ่งเป็น Medical Physicst อยู่ที่ Guy  Hospital  กรุง London มาช่วย Set up  แผนกขึ้น โดยมีอาจารย์ทวีป นพรัตน์เป็นหัวหน้าหน่วย) และมีอาจารย์วิชัย  โปษยะจินดา เป็นผู้ช่วย  อาจารย์ประเสริฐต้องทำหน้าที่อ่านฟิล์มเอ็กซเรย์ไปด้วยและรับผิดชอบการรักษา ผู้ป่วยมะเร็งไปด้วย  ต่อมาอาจารย์ประเสริฐได้ไปศึกษาหลักสูตร DMRT ที่  Manchester โดยไปหลังจากที่อาจารย์พิศมัย ได้ไปศึกษาอยู่ที่นั่นก่อนหน้านี้ 1 ปีแล้ว ทั้งนี้โดยความช่วยเหลือของ Prof. Ralston Paterson  ผู้ที่นับว่าได้มีส่วนช่วยวางรากฐานของรังสีรักษาของทั้งโรงพยาบาล จุฬาลงกรณ์และโรงพยาบาลศิริราช Prof.Paterson และ  Edith เคยมาประเทศไทย 2 ครั้ง ครั้งแรกเป็นแขกของโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ เมื่อ พ.ศ.2500 และครั้งที่ 2 เป็นแขกของสมาคมรังสีวิทยาแห่งประเทศไทย เมื่อ พ.ศ.2507 ซึ่งผู้เขียนเองก็ได้มีโอกาสไปต้อนรับท่านและคณะด้วย เมื่ออาจารย์ประเสริฐกลับจาก Manchester แล้ว ก็มาช่วยอาจารย์อำนวยและอาจารย์โรจน์ เต็มตัวในฐานะ Radiotherapist

พ.ศ. 2498 ศาสตราจารย์ นายแพทย์กวี ทังสุบุตร ได้บรรจุในแผนกรังสีวิทยา หลังจากเป็น House Officer ที่แผนกศัลยกรรมอยู่ก่อน ทำให้หน่วยรังสีรักษามี Staff เพิ่มเป็น 4 คน  อาจารย์กวี ได้ไปศึกษาต่อที่อังกฤษ โดยไปอยู่กับ Dr.Lederman ซึ่งเป็นหัวหน้าหน่วย Radium ที่ The Royal Marsden Hospital, Fulham Road, London ตั้งแต่ พ.ศ. 2500 และสอบได้ D.M.R.T (ซึ่งเป็นหลักสูตรร่วมของทั้ง The Royal College of Surgeon of England  และ The  Royal College of Physician of London เพราะฉะนั้นถ้าจะเขียนให้ถูกต้อง ต้องเป็น D.M.R.T., R.C.P.  (London), R.C.S. (England) และยังสอบได้ Fellowship ของราชวิทยาลัยรังสีแพทย์ของอังกฤษ ซึ่งเดิมใช้ชื่ออภิไชย ว่า F.F.R และต่อมาได้เปลี่ยนเป็น F.R.C.R. ในปี พ.ศ.2514 เมื่อได้เป็นราชวิทยาลัย นับว่าอาจารย์กวี สอบได้ FRCR เป็นคนแรกของประเทศไทย เมื่อปี พ.ศ. 2506)  การที่ อาจารย์กวีไปอยู่กับ Dr.Lederman  5 ปีกว่า ทำให้มีความสนิทสนมกับ Dr.Lederman มาก และสามารถฝากฝังแพทย์รุ่นหลังๆ ไปอยู่ที Royal Marsden (รวมผู้เขียนด้วยคนหนึ่ง) ได้ง่ายสะดวกขึ้น

พ.ศ.2500 ศ.นพ.ร่มไทร  สุวรรณิก ซึ่งกลับจากไปศึกษาวิชารังสีไอโซโทป จากสหรัฐอเมริกา มาทำงานในแผนก ซึ่งอาจารย์ร่มไทร  ได้ช่วยตรวจผู้ป่วยรังสีรักษาด้วย และริเริ่มงานรังสีไอโซโทปไปพร้อมๆกันด้วย

พ.ศ.2501  นับว่าเป็นปีที่มีการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ ของหน่วยรังสีรักษาเป็นอย่างมาก ถือเป็นปีที่อาจารย์อำนวย ซึ่งปฏิบัติงานใกล้ชิดแร่เรเดียมมานาน ประกอบกับในแผนกรังสีวิทยามีการบรรจุ Staff มากขึ้น และอาจารย์อำนวยซึ่งเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงสำคัญที่ได้จัดตั้ง “สถาบันมะเร็งโรงพยาบาลศิริราช” ซึ่งอาจารย์อำนวยต้องทำหน้าที่เป็นประธานสถาบันมะเร็ง โรงพยาบาลศิริราช ประสานงานกับอาจารย์ในแผนกต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับมะเร็ง และยังกำลังดำเนินการที่จะขยับขยายเป็น “สถาบันมะเร็งแห่งชาติ”  ประกอบกับได้เห็นผู้ป่วยมะเร็งที่ยากไร้มาจากต่างจังหวัด ที่จะต้องมารับการฉายรังสีคราวละหลายสัปดาห์ อาจารย์อำนวยและภรรยาของท่าน คือ คุณหญิงเนื้อทิพย์  เสมรสุต  จึงเริ่มดำริจะสร้างบ้านพักผู้ป่วยมะเร็งเป็นการกุศลโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย  จุดนี้เองเป็นจุดเริ่มของการกำเนิด “สมาคมต่อต้านโรคมะเร็งแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์” (Thai Cancer Society) ซึ่งเปิดเป็นทางการเมื่อ พ.ศ. 2505 (รูปที่ 17) ซึ่งเป็นองค์กรเอกชน สาธารณกุศลที่เกี่ยวกับผู้ป่วยมะเร็งเป็นองค์กรแรก และเป็นสมาชิกเป็นทางการกับ American Cancer Society  และ WHO และตัวผู้เขียนเคยดำรงตำแหน่งเลขาธิการของสมาคมระหว่าง พ.ศ. 2525-2540 เป็นเวลา 15 ปี  เนื่องจากอาจารย์อำนวยท่านมีภาระงานเพิ่มขึ้นนี้เอง อาจารย์อำนวยจึงเริ่มจะวางมือในการรักษาผู้ป่วยมะเร็งด้วยตนเอง จึงได้จัดแบ่งหน่วยงานเป็น 3 หน่วยวิชาคือ
    1.  หน่วยวิชารังสีวินิจฉัย  มีศาสตราจารย์ นายแพทย์สนวน  บูรณภวังค์ เป็นหัวหน้าหน่วย
    2.  หน่วยวิชารังสีรักษา    มีศาสตราจารย์ นายแพทย์โรจ  สุวรรณสิทธิ  เป็นหัวหน้าหน่วย
    3.  หน่วยวิชารังสีไอโซโทป    มีศาสตราจารย์ นายแพทย์ร่มไทร  สุวรรณิก  เป็นหัวหน้าโครงการ

พ.ศ. 2501  ศ.คลีนิก พญ.สายสงวน  อุณหนันทน์  บรรจุในแผนกรังสีวิทยา โดยการโอนย้ายตำแหน่งจากแผนกศัลยกรรม และในปีเดียวกันนี้เอง รศ.นพ.วิสุทธิ์  วุฒิพฤกษ์  ก็ได้รับการบรรจุในแผนกเช่นเดียวกัน หลังจากเป็น House Officer  ในแผนกกุมารเวชศาสตร์ ต่อมาในปี พ.ศ. 2506 อาจารย์วิสุทธิ์ ได้ไปศึกษาหลักสูตร D.M.R.T. ที่โรงพยาบาล Middlesex ในกรุงลอนดอน และกลับมาปฏิบัติงานในแผนกเมื่อปี2509  ส่วนอาจารย์สายสงวน ก็ได้ไปศึกษาหลักสูตร D.M.R.T. ที่โรงพยาบาล Royal Marsden  และกลับมาปฏิบัติงานในแผนกเมื่อปี พ.ศ.2512 นอกจากจะแยกแผนกรังสีวิทยา ออกเป็น 3 หน่วยแล้ว  ในปีนี้เองที่ทางแผนกรับสีรักษาได้บรรจุนักฟิสิกส์การแพทย์ (อ.ประดับ อัตถากร) มาร่วมงานเป็นคนแรก และที่สำคัญคือ อาจารย์ร่มไทร  ได้วิ่งเต้นขอความช่วยเหลือจากสหรัฐอเมริกา บริจาคเครื่องโคบอลท์-60 ยี่ห้อ “Picker”  ขนาด 1,500 Curies ราคา 1 ล้านบาท  ติดตั้งเสร็จเมื่อ พฤศจิกายน 2501 ที่ข้างตึกอายุรกรรมหญิง โดยสร้างเป็นห้องเล็กๆ ที่มีผนังหนามาก  นับว่าเป็นยุคก้าวหน้าที่สำคัญที่เริ่มมี Supervoltage Radiotherapy Machine ในศิริราช และเป็นเครื่อง             โคบอลท์-60 เครื่องที่ 2 ในประเทศไทย (โคบอลท์-60 เครื่องแรก ติดตั้งที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์เมื่อกลางปี 2501 โดยสภากาชาดไทย ได้รับบริจาคสภากาชาดและสภาวงเดือนของโซเวียตรัสเซีย เป็น Model T-C0-400-1 ขนาด 400 Curies และใช้งบรัฐบาลไทยสร้างอาคาร ส่วนโคบอลท์-60 เครื่องที่สองของโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์คือ “Theratron-80” ซึ่งทางรัฐบาลแคนาดามอบให้เป็นของขวัญแก่สภากาชาดไทย โดยสภากาชาดไทยได้สร้างอาคารสำหรับโคบอลท์เครื่องที่สองติดกับอาคารโคบอลท์ เครื่องแรกเชื่อมติดกับ “ตึกอภันตรี พัชชา” และเริ่มใช้งานได้เมื่อ  19 สิงหาคม 2508 โดยทาง IAEA ได้ส่ง Medical Physicist จากแคนาดาคือ Mr.Paul Pfalzner มาช่วยงาน อยู่ 1 ปี

ปี พ.ศ.2505 หน่วยรังสีได้รับอนุมัติให้จัดซื้อเครื่องฉายรังสีที่ลึกที่มีกำลังทะลุ ทะลวงมาขึ้น เป็นเครื่อง Maximar Deep X-ray  Machine With Oil Cooling System ขนาด 400 KV.  เครื่องนี้ใช้รักษามะเร็งชนิดลึก เช่น มะเร็งปากมดลูก เป็นเครื่องที่มีขนาดใหญ่มาก ตัว Mantle ซึ่งบรรจุ Oil และมี  X-ray Tube อยู่ข้างใน เป็นกล่องสี่เหลี่ยมขนาด 80 ซม. x 200 ซม. เวลาเดินเครื่องจะมีเสียงดังจากการไหลหมุนเวียนของ Oil ทำให้ผู้ป่วยจะรู้สึกหวั่นเกรงเครื่องนี้มาก เพราะมีเสียงดัง และกลัวเครื่องจะหล่นทับ ขณะนอนฉายแสงอยู่ใต้เครื่อง ผู้เขียนเองทันการใช้เครื่องนี้ และหยุดใช้งานในปี พ.ศ. 2513 หลังจากได้เครื่องใหม่มาแทน

พ.ศ.2507 ตัวผู้เขียนเองคือ ศ.นพ.ไพรัช  เทพมงคล  ได้รับการบรรจุในแผนก หลังจากเป็น Resident (เป็นปีแรกที่มีการเปลี่ยนชื่อ จาก House Officer เป็น Intern และ Senior Hours Officer  เป็น Resident ตามระบบของอเมริกา)  อยู่ที่แผนกสูติ-นรีเวช โรงพยาบาลศิริราช และในปี พ.ศ.2508 อาจารย์กวีกลับมาปฏิบัติงานในแผนก จึงทำให้แผนกมี Staff หลายคน คือ อาจารย์โรจน์, อาจารย์ประเสริฐ, อาจารย์พัฒนะ  สวรรคทัต ซึ่งขณะนั้นเป็น Resident (อาจารย์พัฒนะเป็นแพทย์รุ่นพี่ผู้เขียน 1 รุ่น แต่ได้รบการบรรจุเป็นอาจารย์หลังผู้เขียน คือภายหลังจากจบ Training จากสหรัฐอเมริกาแล้ว คือเมื่อ พ.ศ.2514) และตัวผู้เขียนเอง (ระยะนี้อาจารย์อำนวย คงทำหน้าที่บริหารงานเป็นหัวหน้าแผนกเพียงอย่างเดียว ไม่ได้ลงมาตรวจผู้ป่วย)  มีที่ทำงานอยู่ที่ตึกอายุรกรรมหญิง ซึ่งต่อมา ได้ถูกรื้อและสร้างเป็นตึกอาคารโรคหัวใจดังในปัจจุบัน ในปีนี้เองทางหน่วยรังสีรักษาเป็นหัวเรือใหญ่ ประสานกับศัลยแพทย์หน่วยเต้านม, ศีรษะและคอ (ศ.นพ.พิสิฎฐ์  วิเศษกลาง, ศ.คลีนิก นพ.นิตย์  ศุภะพงศ์)  แพทย์แผนกศอ นาสิก โสต และลาริงซ์ (ศ.นพ.พร  วราเวช และคณะ) และแพทย์พยาธิวิทยา (ศ.นพ.สงัด กาญจนกุญชร และ ศ.นพ.นิวัฒน์  จันทรกุล)  จัดตั้ง “Tumour Clinic” เพื่อวางแผนการรักษาผู้ป่วยมะเร็งที่เป็น Solid Tumour ทั้งหมด ส่วน Tumour Clinic ร่วมกับแผนกสุตินรีเวช (ศ.นพ.สาโรจน์  ปรปักษ์ขาม, ศ.พญ.แฉล้ม วรรษธนานุสารและคณะ) เพื่อวางแผนการรักษาผู้ป่วยมะเร็งนรีเวช ได้เริ่มก่อนหน้านี้คือ ปี พ.ศ.2504 ภายหลังจากที่ อ.ประเสริฐ กลับจาก Manchester แล้ว ในปี 2507 นี้เอง อาจารย์อำนวย ซึ่งเป็นผู้หนึ่งที่เป็นกำลังสำคัญริเริ่มงานมะเร็งในระดับชาติ หลังจากได้ก่อตั้งสถาบันมะเร็งโรงพยาบาลศิริราช เรียบร้อยแล้วเมื่อปี พ.ศ. 2501 และก่อสมาคมต่อต้านโรคมะเร็งแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์  เมื่อปี 2505  อาจารย์อำนวยได้เป็นผู้เสนอให้รัฐบาลจัดตั้งสถาบันมะเร็งแห่งชาติ  และได้ร่วมมือกับ อ.นพ.สมชาย สมบูรณ์เจริญ ดำเนินการจัดตั้ง สถาบันมะเร็งแห่งชาติ ขึ้นอย่างเป็นทางการ เมื่อปี พ.ศ.2507  ในสมัยที่พระบำราศนราดูล ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีสาธารณสุข และ อ.นพ.สมชาย  สมบูรณ์เจริญ เป็นผู้อำนวยการสถาบันมะเร็งแห่งชาติเป็นท่านแรก  ซึ่งในระยะเริ่มต้นของสถาบันมะเร็งแห่งชาติ ระหว่าง พ.ศ. 2509-2518 รังสีแพทย์จากศิริราช ตั้งแต่ อ.นพ.ประเสริฐ, อ.สายสงวน, อ.วิสุทธิ์, ตัวผู้เขียนเอง และรศ.นพ.วิเกื้อ ก็ได้ไปช่วยตรวจและรักษาผู้ป่วยมะเร็งด้วยรังสีสัปดาห์ละ 1 วัน ทุกๆ วันพุธมาโดยตลอด

ในปี พ.ศ.2507 แผนกได้จัดซื้อและติดตั้งเครื่อง  Superficial X-ray ยี่ห้อ “Dermopan” สำหรับใช้รักษามะเร็งตื้นๆ เช่นบริเวณตาและใช้รักษาแผลเป็น Keloid มี Range ตั้งแต่ 50 KV-150KV และมี Cone ทั้งชนิดสี่เหลี่ยมและกลมขนาดต่างๆกัน เครื่องนี้เลิกใช้เมื่อ พ.ศ.2528

ปี พ.ศ. 2508 ก่อนที่อาจารย์อำนวยจะครบเกษียณอายุราชการ ท่านวางมือทางด้านรังสีรักษา เพราะรู้ตัวเองว่าทำงานเกี่ยวกับแร่เรเดียมมานาน และได้รับรังสีค่อนข้างมากแล้ว ท่านจึงทำหน้าที่หัวหน้าแผนกรังสีวิทยาเพียงอย่างเดียว และได้มอบหมายให้ อาจารย์โรจน์ ทำหน้าที่หัวหน้าหน่วยรังสีรักษาโดยตรง ในช่วงนี้เองที่หน่วยรังสีใช้แร่เรเดียมรักษามะเร็งมาก อ.ประเสริฐ จะเข้มแข็งในการสอดใส่แร่มะเร็งปากมดลูกและการฝังแร่เรเดียมบริเวณศีรษะและ ลำคอ อาจารย์ประเสริฐได้นำ Applicator แบบ Ovoid จาก Manchester มาใช้แทน Butterfly Pessaries และ Solid  Tandem ซึ่งเป็นโลหะมาใช้เป็น Rubber  Tandem แทน และเพื่อการประหยัดเงินตรา ทางแผนกได้ติดต่อกับบริษัทอุตสหกรรมยาง “ประณีตอุตสาหกรรม” ประดิษฐ์ทั้ง Rubber Tandem และ Rubber Ovoid ใช้แทนจากต่างประเทศ ซึ่งก็ได้ผลดี สะดวกและประหยัด ต่อมาภายหลังทั้ง Washer  และ Space ซึ่งใช้เป็นตัวแยก และ Fixed  ovoid ทั้ง 2 ข้าง รวมทั้งตัว ovoid เองก็เปลี่ยนจากวัสดุที่เป็นยางมาเป็นพลาสติกแทน ขณะเดียวกัน อาจารย์กวี ซึ่งไป  Train  ด้านเคมีบำบัดกับ Dr.H.J.G. Bloom จาก Royal Marsden มาด้วย ทำให้หน่วยรังสีรักษามีการใช้เคมีบำบัด ซึ่งสมัยนั้นยังมีเฉพาะ Nitrogen MUSTARD ซึ่งเป็นแก๊สบรรจุใน vial, Endoxan, Methotrexate, 5-FU และ Alkeran ส่วนใหญ่จะใช้หลังจากที่ฉายรังสีแล้วไม่ได้ผล หรือเกิดเป็นซ้ำหลังการฉายรังสี นอกจากนั้นอาจารย์กวียังได้นำ Fletcher-Preloading Applicator มาใช้ใส่แร่เรเดียมมะเร็งปากมดลูกซึ่งทำให้สะดวกรวดเร็ว เพราะสามารถจับและบังคับวางตำแหน่ง Ovoid ได้ง่าย ในปีเดียวกันนี้ อาจารย์พัฒนะไปศึกษาที่อเมริกาต่อ แผนกได้รับ พญ.ถวิลศักดิ์  ศรีเพ็ชร แทน (ภายหลัง อ.ถวิลศักดิ์ ไปศึกษาต่อที่อเมริกา และปฏิบัติงานที่อเมริกาจนถึงปัจจุบัน)

ปี พ.ศ. 2509  ผู้เขียนได้รับทุน WHO ไปศึกษาหลักสูตร D.M.R.T ที่ The Royal Marsden Hospital ได้ไปฝึกงานทั้งที่ Fulham Road และที่ Sutton, Surres โดยฝึกงานกับ Prof. Sir David Smither ซึ่งเป็น Director ของโรงพยาบาล และ Dr. Lederman ซึ่งเป็นหัวหน้าแผนก Radium ที่ Fulham Road  Prof.Sir David เป็นผู้เชี่ยวชาญด้าน Lymphoma, Testicular cancer ที่โรงพยาบาล Marsden เป็น Cancer Hospital  เหมือน NCI ของเรา แต่เดิมชื่อโรงพยาบาลเป็น The Royal Cancer Hospital  แต่ต่อมาเปลี่ยนชื่อตาม Sir Marsden ซึ่งเป็นผู้อุปถัมภ์โรงพยาบาล เป็น The Royal Marsden Hospital  ฉะนั้นจึงมีแพทย์ครบทุกสาขา ตั้งแต่พยาธิแพทย์, ศัลยแพทย์มะเร็ง, รังสีรักษาแพทย์และ Internist ผู้ให้ยาเคมีบำบัด และส่วนใหญ่รังสีแพทย์เองก็จะเป็นผู้ให้ยาเคมีบำบัดด้วย ผู้เขียนได้ฝึกงานและเดินตาม Ward Round กับ Prof. Hamilton-Failaey ซึ่งเป็นผู้เขียนตำรา “Text Book of Chemotherapy” ที่โด่งดังของอังกฤษในสมัยนั้น และผู้ช่วยคือ Dr.Mc Elwain (เมื่อปี  พ.ศ. 2509 คำว่า ‘ONCOLOGY’ ยังไม่มีการใช้ในโลก ฉะนั้นแพทย์ที่ให้เคมีบำบัดเรียกตัวเองว่าเป็น Internist คือเป็นอายุรแพทย์ คำว่า ONCOLOGY, ONCOLOGIST เพิ่งจะเริ่มใช้กันในโลกในปี พ.ศ. 2513 เป็นต้นไป)  ทางด้านเคมีบำบัดผู้เขียนได้ประสบการณ์จากที่นั่นมาก เคยฉีด Methotrexate ขนาด 500 มก. เข้าในสุนัขทดลองเพื่อศึกษาทั้ง Pharmacodynamic และ Pharmacokinetic ผู้เขียนเองเป็นผู้ที่ฉีดยา Methotrexate 50 มิลลิกรัม เข้าหลอดเลือดดำของผู้ป่วยในคลินิกของ Prof.Failaey เป็นตัวยืนในขณะนั้น สมัยนั้นทาง Marsden กำลังสนใจในการใช้ High dose ของ Methotrexate และใน Head and Neck Cancer  ก่อนที่จะเริ่มฉายรังสี ซึ่ง Regimen  นี้ผู้เขียนเองได้นำมาใช้รักษาในโรงพยาบาลศิริราช ภายหลังจากอังกฤษแล้ว และได้ตีพิมพ์ในวารสาร ส่วนด้านรังสีรักษา หลักสูตร DMRT ใช้เวลาเรียน 3 ½  ปี ต้องสอบผ่านทั้ง Part I และ Part II   ROF-Smither ท่านเห็นว่าผู้เขียนมี Basic ดีและมีประสบการณ์ ท่านจึงกรุณาส่งชื่อเข้าสอบผ่าน Examining Board of England และสามารถสอบผ่าน DMRT ได้ภายในเวลา 1 ½ ปี  หลังจากสอบผ่านแล้วได้ปฏิบัติงานในตำแหน่ง Registrar ของ Royal Marsden และไปเรียน Tropical Medicine ก่อนกลับเมืองไทยในปี พ.ศ.2513

ตั้งแต่ปี พ.ศ.2509 เป็นต้นไป ทางหน่วยรังสีรักษาศิริราช ให้ยาเคมีบำบัดแก่ผู้ป่วยมะเร็งเป็นอย่างมาก ในระยะนั้นมียารักษามะเร็งชนิดใหม่เข้ามา 2 ชนิดคือ COPP เป็นยาเคมีบำบัดที่เป็น Derivative  ของธาตุโคบอลต์ ใช้รักษามะเร็งศีรษะและคอ มะเร็งและคอ , มะเร็งหลอดอาหาร ฉีดเข้าหลอดเลือดดำหลายๆเข็ม เข้าผิวหนังผู้ป่วยจะเป็นสีดำคล้ำ คล้ายๆกับผู้ป่วยได้รับยา XELODA ในสมัยปัจจุบัน  อาจารย์กวี, อาจารย์พัฒนะ และผู้เขียนได้รายงานผู้ป่วยมะเร็งมะเร็งหลอดอาหารโดยใช้ COPP ยาใหม่อีกตัวคือ B-21 เป็น PODOPHYLLIN DERIVETIVE คล้ายๆ  VP-16 ใช้รักษามะเร็งปอด อาจารย์โรจน์และผู้เขียนรายงานการใช้ยา B-21 ในการรักษามะเร็งปอด ในสาลิริราช  และอาจารย์วิสุทธิ์  ซึ่งเป็นอีก  ผู้หนึ่งที่สนใจเรื่องเคมีบำบัดมาก ได้รายงานผู้ป่วยมะเร็งรักษาโดยเคมีบำบัดเช่นกัน ตั้งแต่ปี พ.ศ.2509 เป็นต้นมามีการแบ่งสาขาทางรังสีชัดเจน แพทย์ทางรังสีรักษาไม่ต้องไปปฏิบัติงานด้านรังสีวินิจฉัย เช่น อ่านฟิล์มเอ็กซเรย์หรือต้องเข้าห้อง Fluoroscope อีกต่อไป

พ.ศ. 2510 อาจารย์อำนวยครบเกษียณอายุราชการ อาจารย์โรจน์ขึ้นเป็นหัวหน้าหน่วยรังสีรักษาแทน เพื่อความสมบูรณ์ของยุคอาจารย์อำนวย ซึ่งผู้เขียนอยากจะชี้แจงให้ผู้อ่านทราบว่า อาจารย์อำนวยซึ่งถือได้ว่าเป็นแพทย์ทางรังสีรักษาท่านแรกในประเทศไทย (ในขณะที่ ศ.นพ.หลวงพิณพิทยาเภท ท่านเป็นรังสีแพทย์ (Radiologist) ท่านแรกในประเทศไทย)  นอกจากอาจารย์อำนวยจะเป็นผู้ที่ปฏิบัติงานในหน่วยรังสีรักษามาโดยตลอด เป็นผู้ที่นำแร่เรเดียมมาใช้รักษาผู้ป่วยมะเร็งในประเทศไทยเป็นท่านแรก และทำงานกับแร่เรเดียมมาตลอด เป็นผู้ที่พัฒนาด้านรังสีรักษาในยุคต้นของประเทศไทย  เป็นผู้ริเริ่มร่วมกับ อาจารย์หลวงพิณฯ, อาจารย์คุณตวันฯ ในการจัดตั้ง “รังสีวิทยาสมาคมแห่งประเทศไทย” เมื่อครั้ง Prof.Ralston Raterson มาเยี่ยมประเทศไทยครั้งแรก เมื่อพ.ศ.2500 ซึ่งทำให้รังสีแพทย์ในประเทศไทยทั้งหมดมารวมตัวกันต้อนรับ Prof. Paterson จึงทำให้เกิดความดำริที่จะจัดตั้งสมาคมขึ้น (การมาเยี่ยมประเทศไทยของ Prof. Paterson ครั้งแรกนี้เอง ท่านได้ชักชวนให้ ศ.พญ.พิศมัย ให้ไปศึกษาต่อกับท่านที่ Manchester ซึ่งอาจารย์พิสมัยก็ได้รับทุน SEATO ไปศึกษาต่อที่ Manchester ในปี พ.ศ.2501 ดังกล่าวมาแล้ว)  เป็นผู้ก่อตั้งสถาบันมะเร็ง โรงพยาบาลศิริราช ซึ่งท่านได้ดำรงตำแหน่งประธานสถาบันมะเร็งโรงพยาบาลศิริราชเป็นท่านแรก ตั้งแต่ พ.ศ. 2501 ถึง 2510 (ตัวผู้เขียนเองเป็นประธานสถาบันมะเร็งโรงพยาบาลศิริราชเป็นคนที่ 7 ระหว่าง พ.ศ.2535-2539  และเป็นผู้ร่างแผนดำเนินการจัดเปลี่ยนสถาบันมะเร็ง โรงพยาบาลศิริราช เป็น  “สถานวิทยามะเร็งศิริราช” ซึ่งมีฐานะเทียบเท่าภาควิชาในคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลต่อคณะฯ, ต่อมหาวิทยาลัยมหิดล, ต่อทบวงมหาวิทยาลัย และได้รับอนุมัติให้เป็นสถานวิทยามะเร็งศิริราช จากรัฐบาลเมื่อ พ.ศ. 2540 โดยมีผู้เขียนเป็นหัวหน้าสถานวิทยามะเร็งศิริราชเป็นคนแรก),  เป็นผู้ริเริ่มก่อตั้งสมาคมต่อต้านโรคมะเร็งแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ เมื่อปี พ.ศ.2505, เป็นผู้ดำริ, เสนอและร่วมจัดตั้งสถาบันมะเร็งแห่งชาติเมื่อปี พ.ศ.2507 ความที่ท่านได้ทำงานกับแร่เรเดียมมาตลอด ซึ่งในสมัยก่อนยังไม่เข้าใจเรื่อง  Radiation Protection  มากนัก ท่านจึงโชคร้ายเป็นมะเร็งชนิด Squamous cell carcinoma ที่นิ้วนางขวา ต้องตัดนิ้วนางขวาไป 1 ข้าง  เมื่อ 2-3 ปีก่อนท่านเกษียณอายุ และแม้ว่าท่านจะเกษียณอายุราชการไปแล้ว ท่านยังไปเร่งพัฒนาสมาคมต่อต้านโรคมะเร็งแห่งประเทศไทย โดยมีการติดต่อ แลกเปลี่ยนความรู้กับสมาคมต่อต้านโรคมะเร็งทั่วโลก โดยเฉพาะ American Cancer Society แต่โชคร้ายของอาจารย์อำนวยยังไม่หมดสิ้น ในบั้นปลายชีวิตของท่านป่วยเป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก ซึ่งเข้าใจว่าเกิดจากได้รับรังสีมาเป็นเวลานาน และท่านได้เสียชีวิตเมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2521

ในระหว่างปี 2510 นี้เอง ศ.นพ.กวี  ทังสุบุตร ได้รับเชิญจากทางโรงพยาบาลรามาธิบดี ยังอยู่ในระหว่างก่อสร้างโรงพยาบาล ให้เห็นผู้ออกแบบอาคารในส่วนที่จะเป็นสาขารังสีรักษา ซึ่งขณะนั้น ศ.นพ.ทวี  บุญโชติ  รับผิดชอบการจัดตั้งแผนกรังสีวิทยาของโรงพยาบาลรามาธิบดี และเมื่อทางโรงพยาบาลรามาธิบดีก่อสร้างเสร็จ ศ.นพ.กวี  ก็ได้ย้ายไปดำรงตำแหน่งหัวหน้าสาขารังสีรักษา โรงพยาบาลรามาธิบดี จนกระทั่งทางราชการมีดำริจัดตั้งคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ขึ้นอาจารย์กวี ก็ได้เชิญไปเป็นผู้วางรากฐานของสาขารังสีรักษามาตั้งแต่ต้น และได้ดำรงตำแหน่งหัวหน้าสาขารังสีรักษา และต่อมาก็ได้ดำรงตำแหน่งคณบดี คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น จนเกษียณอายุราชการ

ปี พ.ศ. 2511 อาคาร “ฉลอง 72 ปี” สร้างเสร็จ โดยสร้างตรงบริเวณตึกรังสีวิทยา 2 ชั้น ซึ่งถูกรื้อตั้งแต่ พ.ศ.2508 เพื่อสร้างตึก 72 ปี แผนกรังสีรักษา จึงได้ย้ายจากตึกอายุกรรมหญิงชั้นล่าง เข้ามาอยู่ในตึก 72 ปี โดยรังสีรักษาอยู่ในชั้นที่ 1, รังสีวินิจฉัยอยู่ในชั้นที่ 2และเวชศาสตร์นิวเคลียร์อยู่ในชั้นที่ 3  ในปีนี้ อาจารย์ทองพูน  วัฒนวิทย์  ซึ่งไปศึกษาวิชารังสีรักษากับ Dr. Gilbert Fletcher ที่ M.D. Anderson (Dr. G. Fletcher  เป็นผู้เขียนตำรา “Textbook of Radiotherapy” ซึ่งเป็นตำราด้านรังสีรักษาที่เป็น Reference กันทั่วโลก) โดยอาจารย์ทองพูน สอบได้ American Board of Radiotherapy จึงนับได้ว่าอาจารย์ทองพูน ได้รับการบรรจุในแผนก อาจารย์ทองพูนได้นำ Fletcher After loading Applicator  สำหรับใส่แร่เรเดียมรักษามะเร็งปากมดลูกมาด้วย 2 ชุด และนำ Hayman Capsules สำหรับใส่แร่มะเร็งโพรงมดลูกมาด้วย 1 ชุด ฉะนั้นในปีนี้เองนับได้ว่ามีการใส่แร่แบบ After loading เป็นครั้งแรกในศิริราช อาจารย์ทองพูน รับราชการในแผนกอยู่ 4 ปี ก็ลาออกไปเปิดคลินิกส่วนตัวจนถึงปัจจุบัน

ปี พ.ศ. 2513 อาคาร 72 ปี เสร็จสมบูรณ์ และทางโรงพยาบาลมีดำริจะซื้อตึกอายุรกรรมหญิง เพื่อสร้างศูนย์โรคหัวใจ จึงมีความจำเป็นจะต้องย้ายโคบอลท์-60  เครื่องแรก ซึ่งได้รับบริจาคจากอเมริกา ฉะนั้นไม่สามารถติดต่อบริษัทผู้ผลิตได้ และด้วยความดำริของอาจารย์โรจน์ ได้ให้บริษัทประชุมช่างเอ็กซเรย์หล่อกะโหลกสำหรับบรรจุแร่โคบอลท์-60 และติดตั้งบนเครื่องที่เลื่อนขึ้น-ลงได้ อาจารย์โรจน์และคุณเสียน (เจ้าของประทุมช่างฯ) ได้ลงมือประกอบและติดตั้งเอง จนใช้รักษาโรคได้ (ฉายได้เฉพาะแนวดิ่งเท่านั้น เอียงเป็นมุมไม่ได้ นับว่าเป็นโคบอลท์-60 เครื่องที่ 2 ของศิริราช

และในปีนี้เองที่รังสีรักษาศิริราชมีหอผู้ป่วย (Ward) ของตัวเอง สำหรับรับผู้ป่วยรังสีรักษาและผู้ป่วยเคมีบำบัดของแผนกโดยเฉพาะ  ซึ่งแต่เดิมจะต้องฝากผู้ป่วยไป Admit กับแผนกต่างๆที่เป็นต้นสังกัดโรคซึ่งไม่สะดวก โดยแยกเป็นผู้ป่วยชาย อยู่ที่อาคาร 72 ปี ชั้น 6 ฝั่งตะวันออก และผู้ป่วยหญิงอยู่ฝั่งตะวันตกชั้นเดียวกัน (ปัจจุบันหอผู้ป่วยหญิงได้ย้ายไปชั้นเก้าอาคารเดียวกัน)

ในปีนี้แผนกได้ติดตั้งเครื่อง Deep X-ray ของ Phillips ขนาด 200 – 300 KV Water Cooling System แทนเครื่อง Maximar 400 KV มี Cone ขนาดต่างๆกันใช้รักษามะเร็งเต้านมและอื่นๆ

พ.ศ. 2514  แผนกได้รับงบประมาณติดตั้งเครื่องโคบอลท์-60 เป็นเครื่องที่ 3 ยี่ห้อ Picker จากแคนาดา พวกเรามักจะเรียกว่าเป็นเครื่องหัวเขียว เพราะหัวกะโหลกกลมมีสีเขียวอ่อน ในปีนี้เอง อาจารย์พัฒนะ  สวรรคทัต  ซึ่งไปศึกษาต่อที่อเมริกา เมื่อยังเป็น Resident รังสี ได้กลับมาบรรจุเป็นอาจารย์ในแผนก อาจารย์พัฒนะเป็นผู้ที่ริเริ่มการรักษาไว้ซึ่งขนบธรรมเนียมประเพณีไทยในคณะฯ เป็นผู้จัดตั้งวงดนตรีไทยในโรงพยาบาลศิริราช ส่งเสริมการร้องเพลงไทยเดิม และริเริ่มประเพณีลอยกระทง, จัดประกวดกระทงระหว่างภาควิชาต่างๆในศิริราช อาจารย์พัฒนะปฏิบัติงานในแผนกจนครบเกษียณอายุราชการ เมื่อ พ.ศ. 2540 ในปีนี้ผู้เขียนต้องฝังแร่และสอดใส่แร่ได้ง่าย ปรับระดับสูง-ต่ำด้วยระบบ Hydrolic และได้ตั้งชื่อ “เครื่องป้องกันอันตรายจากรังสีแบบศิริราช-14” ทำให้แพทย์ผู้ใส่แร่และพยาบาลได้รับปริมาณรังสีน้อยลงมาก ทั้งในขณะใส่แร่หรืออยู่ในแร่ใน Ward สมัยนั้นการฝังแร่ผู้ป่วยมะเร็งช่องปาก จะต้องนอนในโรงพยาบาลประมาณ 7 วัน และผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูกต้องนอนในโรงพยาบาลอย่างน้อย 3 วัน (72 ชั่วโมง เนื่องจากเป็น Low dose rate และคำนวณปริมาณรังสีแบบ Manchester system

พ.ศ. 2515 อาจารย์ธีระ  อ่ำสวัสดิ์  ได้รับการบรรจุในแผนกรังสีรักษา อาจารย์ธีระ เป็นแพทย์ที่จบ American Board of General Medicine และ Sub Board of Medical Oncology โดย Trained ที่ M.D. Anderson แผนกรังสีรักษาซึ่งมี อาจารย์วิสุทธิ์ และผู้เขียนเป็นผู้ที่รักษาผู้ป่วยมะเร็ง Solid Tumour ด้วย Chemotherapy อยู่แล้ว (และที่แผนกศัลยกรรม ศ.นพ.ธีระ ลิ้มศิวา ก็เป็นผู้ให้เคมีบำบัดแก่ผู้ป่วยมะเร็งปอดอยู่แล้ว) ฉะนั้นเมื่ออาจารย์ธีระ อ่ำสวัสดิ์  มาบรรจุทำให้แผนกรังสีรักษาศิริราชพัฒนาด้านเคมีบำบัดไปเป็นอย่างมาก ประกอบกับในระยะนั้นมียาเคมีบำบัดรุ่นใหม่เข้ามาในประเทศไทย เช่น Adriablactina (Doxorubicin), Cisplatinum, Bleomycin, Mitomycin-C, Megace, Farlutal ทำให้แผนกรังสีได้จัดงานประชุมด้านเคมีบำบัด (โดยเชิญเอกอัคราชทูตอิตาลีมากล่าวเปิด) เป็นครั้งแรกในโรงพยาบาลศิริราช ในระยะนั้นแผนกรังสีรักษาศิริราช มีการรายงานผลการรักษาด้านเคมีบำบัดในวารสารทางการแพทย์หลายเรื่อง อาจารย์ธีระ  อ่ำสวัสดิ์ จึงนับได้ว่าเป็น Certified Medical Oncologist จากอเมริกาเป็นคนแรก ที่กลับมาทำงานในประเทศไทยที่แผนกรังสีรักษา (ในสมัยนั้นยังไม่มีหน่วย Oncology ในแผนกอายุรศาสตร์ เพราะว่าการรักษาผู้ป่วยมะเร็งโดยเคมีบำบัดอยู่ในความรับผิดชอบของแผนกรังสี รักษา เพราะแพทย์รังสีรักษาที่ Trained มาจากอังกฤษส่วนใหญ่จะ Trained ทั้งรังสีรักษาและเคมีบำบัดพร้อมๆกันไปด้วย)  อาจารย์ธีระปฏิบัติงานรับผิดชอบด้านเคมีบำบัดอยู่ในแผนกรังสีรักษา เกือบ 5 ปี และด้วยเหตุผลความจำเป็นในครอบครัว อาจารย์ธีระ ได้ลาออกและกลับไปทำงานอเมริกาต่อเมื่อเดือนมิถุนายน  พ.ศ. 2520

Medical Oncology  เริ่มต้นอีกครั้งเมื่อ ศ.นพ.วรชัย  รัตนธราธร  กลับมาจากอเมริกา และได้รับการบรรจุในภาควิชาอายุรศาสตร์ และเริ่มงาน Medical Oncology ที่รามาธิบดี เมื่อปี พ.ศ. 2528 และอาจารย์ไพโรจน์  สินลารัตน์  ได้กลับจากอเมริกามาบรรจุและเริ่มงาน Medical Oncology ที่ศิริราชเมื่อปี พ.ศ. 2530

พ.ศ. 2517 อ.พญ.เฉลิมศรี  โชติกวณิชย์  ได้รับการบรรจุในแผนกรังสีรักษา หลังจากไป Trained ด้านรังสีรักษาที่อเมริการะยะหนึ่ง และมีความจำเป็นที่ต้องเดินทางกลับประเทศไทย พร้อมสามีคือ ศ.นพ.เจริญ   โชติกวณิชย์ และในปี พ.ศ. 2518  อาจารย์เฉลิมศรี ได้สอบผ่าน Thai Board of Radiotherapy and Nuclear Medicine เป็นรุ่นแรก อาจารย์เฉลิมศรี ปฏิบัติงานที่ ศิริราชเพียง 5 ปี ก็ได้ย้ายไปสถาบันมะเร็งแห่งชาติเมื่อ พ.ศ. 2521  อาจารย์เฉลิมศรี ได้เป็นผู้นำเครื่องสอดใส่แร่มะเร็งปากมดลูก Henschke After load Applicator  มาใช้ในโรงพยาบาลศิริราชในระยะเวลาสั้นๆ เมือชำรุดก็ใช้ Fletch After load เพียงอย่างเดียว

ปี พ.ศ. 2518 รศ.พญ.สุพัตรา วุฒิพฤกษ์ (แรงรุจิ)  ได้รับการบรรจุเป็นอาจารย์ในแผนก และต่อมาได้รับทุนไปศึกษาวิชา Radiation Biology  ณ กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ได้รับปริญญาโท M.Sc. (Radiobiology) จากมหาวิทยาลัยลอนดอน อาจารย์สุพัตรา สอบผ่าน Thai Board of Radiotherapy เมื่อปี พ.ศ. 2520

พ.ศ. 2519  ศ.นพ.โรจน์  สุวรรณสิทธิ  ได้ลาออกจากราชการเมื่อท่านอายุได้ 52 ปี เนื่องจากท่านเป็นผู้ที่ใฝ่ใจในด้านพระพุทธศาสนาเป็นอย่างมาก อาจารย์ได้ไปพักแรมตามวัดต่างๆ ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และได้สนทนาธรรมกับพระเกจิอาจารย์อยู่เนืองๆ และได้อาราธนาพระเกจิอาจารย์มาจำวัดที่บ้านในซอยวังหลังและมาบรรยายธรรมใน โรงพยาบาลศิริราชเป็นประจำ อาทิเช่น พระอาจารย์เทส  เทศก์รังษี  เป็นต้น  อาจารย์หมอโรจน์  เป็นผู้ที่มีเมตตาธรรมอย่างสูง ไม่เบียดเบียนสัตว์ จึงเป็นที่รักและเคารพของลูกศิษย์  อาจารย์โรจน์ ได้เสียชีวิตด้วยโรคหัวใจ เมื่อ พ.ศ. 2540 อาจารย์ประเสริฐ ได้ขึ้นเป็นหัวหน้ารังสีรักษาภายหลังจากอาจารย์โรจน์ได้ลาออกแล้ว อาจารย์ประเสริฐปฏิบัติงานเกี่ยวกับรังสีมานานตั้งแต่ พ.ศ. 2495-2520   ท่านได้ฝังแร่เรเดียมแก่ผู้ป่วยมะเร็งช่องปาก และสอดใส่แร่เรเดียมแก่ผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูกเป็นจำนวนมาก นับได้ว่าท่านเป็นแพทย์ที่ได้คลุกคลีแร่เรเดียมรองไปจากอาจารย์อำนวย เท่านั้น ท่านจึงได้เป็นผู้ป่วยมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิด Chronic Myeloid Leukemia และได้เสียชีวิตจากโรคร้ายนี้หลังจากทำการรักษามาหลายปี เมื่อ พ.ศ. 2520

พ.ศ. 2520 รศ.พญ.สายสงวน  อุณหนันทน์  ขึ้นเป็นหัวหน้าสาขาวิชารังสีรักษา ในปีนี้เองที่ทางมหาวิทยาลัยมหิดลได้เปลี่ยนชื่อ “แผนก” เป็น “ภาค” และ “หน่วย” เป็น “สาขาวิชา” และในปีนี้เองผู้เขียนได้ประดิษฐ์เครื่องมือสอดใส่แร่เรเดียมที่ดัดแปลงมา จาก Fletcher After loading Applicator สำหรับรักษามะเร็งปากมดลูก โดยให้บริษัทประทุมช่างเอ็กซเรย์ผลิตจากแม่แบบของผู้เขียน ซึ่งผู้เขียนได้ตั้งชื่อเครื่องสอดใส่แร่มะเร็งปากมดลูกนี้ว่า “ศิริราช A-20” ซึ่งราคาถูกกว่าซื้อจากอเมริกา และผู้เขียนได้มีหนังสือขออนุญาตการ Modify เครื่องมือ Fletcher After loading Applicator  ต่อ Dr. Herman D. Sutt ซึ่งเป็นผู้ช่วยของ Dr. Fletcher  และเป็นผู้ประดิษฐ์เครื่องมือดังกล่าว พร้อมทั้งแจ้งข้อที่ดีกว่า 3 จุด คือ แร่ไม่หลุดเวลา OFF แร่แรงๆ, Ovoid จะอยู่ในระนาบเดียวกันเสมอและ Ovoid  จะไม่ถอยร่นลงมาในกรณีที่ Fixed ไม่ดี  ซึ่ง Dr.Sutt ก็ได้อนุญาตกลับมา

ในปีนี้เองที่สาขาวิชามีเครื่อง Simulator  เป็นเครื่องแรก เป็นของญี่ปุ่น ยี่ห้อ “SHIMUSU” เป็นแบบง่ายๆ เป็น Manual ทั้งหมด เวลาจะเลื่อนเตียงขึ้น-ลง ต้องออกแรงใช้เท้าเหยียบคล้ายกับเครื่อง X-ray  Diagnostic  แต่สามารถขยาย Area ของ PORT และขยับเตียงขึ้น-ลง ตาม  SSD ได้

ในปี พ.ศ.2520 ทางสาขาวิชารังสีรักษาได้บรรจุ ผศ.นพ.โรจน์รุ่ง สุวรรณสิทธิ์ เข้าเป็นอาจารย์ นอกจากอาจารย์โรจนรุ่ง จะช่วยงานสอนนักศึกษาแพทย์และรักษาผู้ป่วยมะเร็งด้วยรังสีแล้ว อาจารย์โรจน์รุ่งยังสนใจด้านธรรมมะ (เสมือนลูกไม้หล่นไม่ไกลต้นจากอาจารย์หมอโรจน์) และด้านการฝึกสมาธิ และได้ฝึกสมาธิให้แก่บุคลากรของศิริราชเป็นจำนวนมาก อาจารย์โรจน์รุ่งได้ไปศึกษาเพิ่มเติมด้านรังสีรักษา ณ สหรัฐอเมริกา และดูงานที่ประเทศญี่ปุ่น เมื่อ พ.ศ. 2528 อาจารย์โรจน์รุ่งสอบได้ Thai Board of Radiotherapy เมื่อปี พ.ศ. 2523  และได้ลาออกจากราชการก่อนเกษียณอายุใน ปี พ.ศ. 2540 เมื่ออาจารย์โรจน์ถึงแก่กรรม ฉะนั้นในปี พ.ศ. 2520 แม้ว่ารังสีรักษาศิริราชจะมีกำเนิดมาตั้งแต่ พ.ศ. 2478 เป็นเวลา 22 ปี แต่ก็มีอาจารย์แพทย์เหลืออยู่เพียง 6 ท่าน คือ อาจารย์สายสงวน, อาจารย์วิสุทธิ์, ผู้เขียน, อาจารย์พัฒนะ, อาจารย์สุพัตราและอาจารย์โรจน์รุ่ง

ปี พ.ศ. 2522 สาขาวิชาได้บรรจุ รศ.นพ.วิเกื้อ  สกุลจันทร์ ซึ่งจบแพทย์ได้ Dr. Med จาก Hamburg ประเทศเยอรมันนี อาจารย์วิเกื้อสอบได้ Thai Board of Radiotherapy เมื่อปี พ.ศ. 2523 และเกษียณอายุราชการเมื่อ พ.ศ. 2539 ปัจจุบันช่วยราชการอยู่ที่ศูนย์มะเร็งชลบุรี เนื่องจากภายหลัง ปี พ.ศ. 2520  เป็นต้นมา  สาขาวิชารังสีรักษามีภาระด้านการเรียนการสอนและการบริการมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้องมีอาจารย์แพทย์รับผิดชอบ Ward โดยตรง จึงต้องจัดหาตำแหน่งรองรับทั้งอาจารย์แพทย์, นักฟิสิกส์การแพทย์ และ Radiographer เพิ่มขึ้นหลายตำแหน่ง

เนื่องจากอาคาร 72 ปี เตรียมห้องโคบอลท์-60 ไว้ 2 ห้อง ห้องที่ติดตั้งเครื่องที่ 2 ที่อาจารย์โรจน์ติดตั้งเอง  Source หมดอายุไม่ได้ใช้งานแล้ว ในปีนี้เองได้ติดตั้งเครื่องโคบอลท์-60 ยี่ห้อ  Phillips  นับเป็นเครื่องที่ 4 ของศิริราช

พ.ศ. 2524 สาขาวิชาได้รับอนุมัติให้จัดซื้อและติดตั้งเครื่อง “Selectron”  เป็นเครื่องสอดใส่แร่รักษามะเร็งปากมดลูก ชนิด After loading  โดยใช้แร่ Caesium-137 เป็นต้นกำเนิดรังสี ในสมัยนั้นเครื่อง Selectron เครื่องนี้จัดเป็นเครื่องแรกใน South East Asia  จึงนับว่าเป็นเครื่องที่ทันสมัยมาก ทำให้ที่ศิริราชใส่แร่ผู้ป่วยในจำนวนที่มากขึ้นกว่าเดิม เพราะผู้ป่วยใช้เวลาอยู่ในแร่เพียง 20 ชั่วโมง จึง Admit ผู้ป่วยไว้เพียง 1 วัน แทนที่จะเป็น 3 วันในยุคที่ใช้แร่เรเดียม อย่างไรก็ตามที่ศิริราชในสมัยที่มีแร่ซีเซียมแล้ว ก็ยังคงใช้แร่เรเดียมอยู่บ้างในกรณีที่เครื่อง “Selectron” ขัดข้องเป็นบางครั้ง และยังคงใช้ Applicator “ศิริราช-A-20” อยู่

พ.ศ. 2526  รศ.พญ.เยาวลักษณ์ ชาญศิลป์  ได้รับการบรรจุเป็นอาจารย์ในสาขาวิชา
ในปีนี้ได้ติดตั้ง Styrofoam Cutter สำหรับ ตัด Foam  เพื่อบรรจุ lead Pellets เล็กๆ เพื่อ Shielding ขณะฉายรังสี

พ.ศ. 2528  ศ.นพ.พิทยภูมิ  ภัทรนุธาพร  ได้รับการบรรจุเป็นอาจารย์ในสาขาวิชา

พ.ศ. 2532  รศ.พญ.วุฒิศิริ  วีรสาร ได้รับการบรรจุเป็นอาจารย์ในสาขาวิชา

พ.ศ. 2533 สาขาได้งบประมาณในการซื้อ Linear Accelerator อาจารย์สายสงวนได้มอบหมายให้ผู้เขียน และอาจารย์สุรัตน์ ไปดูเครื่อง Linac ที่ญี่ปุ่นของบริษัทมิตสุบิชิ ที่เมืองโอซากา พร้อมกับนำนักรังสีเทคนิคไปดูงานด้วย 1  เครื่อง Linac  (ตัวแรก) (L1)  เป็นเครื่อง Mitsubishi Photon Energy 6,10 MV และElectron Beam  6-15 MeVติดตั้งสมบูรณ์ใช้งานไว้ในปี พ.ศ. 2535  และในปีเดียวกันนี้เองก็ได้ติดตั้ง Simulator ของบริษัท  Mitsubishi  แทน Sim  ตัวแรก (Simulator เครื่องที่ 2 มาพร้อมกับ Linac  และใช้สะดวกเป็น Remote Control ฉะนั้นปี พ.ศ. 2536 จึงก้าวย่างเข้ายุค Linac ของศิริราชเป็นครั้งแรก

ในปีเดียวกันนี้เองสาขาวิชารังสีรักษาก็ได้ติดตั้งเครื่องโคบอลท์-60 Theratron-780 มาแล้ว นับเป็นโคบอลท์-60 เครื่องที่โรงพยาบาลศิริราช ยังใช้งานได้ในปัจจุบันและได้เคยเปลี่ยน Source มาแล้ว

พ.ศ. 2534  ผศ.พญ.นันทน์  สุนทรพงศ์ ได้รับการบรรจุเป็นอาจารย์ในสาขาวิชา

พ.ศ. 2535 อาจารย์สายสงวน ครบเกษียณอายุราชการ อาจารย์วิสุทธิ์  วุฒิพฤกษ์ ขึ้นเป็นหัวหน้าสาขาวิชาแทน

พ.ศ. 2536 ศ.นพ.พิทยภูมิ และคณะได้ไปดูงานด้าน Hyperthermia ต่างประเทศ และในปีนี้ได้ติดตั้งเครื่อง Hypertheramia (Microfocus-1000) และยังใช้การได้จนถึงปัจจุบัน

พ.ศ. 2537  สาขาวิชาได้ติดตั้งเครื่องโคบอลท์-60 เครื่องที่ 6 ของศิริราชเป็น Theratron-780C ของบริษัทฟิลลิปส์เช่นเดียวกัน ยังคงใช้งานได้จนถึงปัจจุบันและได้เคยเปลี่ยน Source มาแล้ว

พ.ศ. 2538  อาจารย์กุลธร เทพมงคล ได้รับการบรรจุเป็นอาจารย์ในสาขาวิชา ในปีนี้อาจารย์วิสุทธิ์ ครบเกษียณอายุราชการ และตัวผู้เขียน (ศ.นพ.ไพรัช  เทพมงคล) ขึ้นเป็นหัวหน้าสาขาวิชาแทน และยังดำรงตำแหน่งเป็นหัวหน้าสถานวิทยามะเร็งศิริราช เป็นคนแรก

พ.ศ. 2540 ผศ.พญ.นันทกานต์  เอี่ยมวนานนท์ชัย  ได้รับการบรรจุเป็นอาจารย์ในสาขาวิชา

พ.ศ. 2541 อาจารย์รวีวรรณ วุฒิพฤกษ์ ได้รับการบรรจุเป็นอาจารย์ในสาขาวิชา ต่อมาได้ย้ายไปสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ และลาออกไปศึกษาต่อต่างประเทศ (ปัจจุบันอยู่ที่โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์) ในปีนี้เองผู้เขียนครบอายุเกษียณอายุราชการ (แต่ยังคงเป็นอาจารย์พิเศษในสาขาวิชา จนถึงอายุ 65 ปี ตามข้อยกเว้นเป็นกรณีพิเศษของมหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งในสมัยนั้นอาจารย์ทุกคนจะปฏิบัติงานได้ถึงอายุ 60 ปีเท่านั้น) รศ.พญ.สุพัตรา แสงรุจิ  ขึ้นเป็นหัวหน้าสาขาวิชาแทน

พ.ศ. 2543  อาจารย์สุพัตรา ลาออกจากหัวหน้าสาขาวิชา (ครบเกษียณอายุราชการ พ.ศ. 2549) อาจารย์พิทยภูมิได้รับเลือกเป็นหัวหน้าสาขาวิชาแทน และในปีนี้อาจารย์จันจิรา เพชรสุขศิริ ได้รับการบรรจุเป็นอาจารย์ในสาขาวิชา

พ.ศ. 2544 ด้วยพระประสงค์ของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ที่จะให้โรงพยาบาลศิริราชได้มีเครื่องฉายรังสีที่ทันสมัย สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลจึงได้สนองพระประสงค์ โดยทูลเกล้าถวายเงินจำนวน 150 ล้านบาท ทางสาขาวิชาซึ่งมี อาจารย์พิทยภูมิเป็นหัวหน้าสาขา จึงได้เจรจาต่อรองได้เครื่องเร่งอนุภาค 2 เครื่อง เครื่อง Linac 2 เป็นเครื่อง Varian ขนาด  6-10 MV Photon และ 6-22 MeV Electron  พร้อมกับ Simulator  อีก 2 เครื่องเป็น Conventional Simulator ยี่ห้อ Ximatron  และ Computerized Simulator  ยี่ห้อ  Picker และเครื่อง Computerized RT Planning System-RTP  อีก 1 ชุด เครื่อง Linac 3 มี  Multileave Collimator

พ.ศ. 2545 ศิริราชมูลนิธิได้ร่วมสนองพระประสงค์โดยบริจาคเงินจำนวน 20 ล้านบาท เพื่อสร้างอาคารสำหรับติดตั้งเครื่อง Linac 3 สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ได้ประทานชื่อว่า “ตึกรังสีราชนครินทร์” และเสด็จมาทรงประกอบพิธีเปิดเมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2545 (รูปที่ 18)  ฉะนั้นในปี พ.ศ. 2545 นี้เอง สาขารังสีรักษาศิริราช ได้เริ่มให้การรักษาโดยเทคนิครังสีรักษาสามมิติ (3-D : Three Dimensional Conformal Radiation Therapy)  และก็ได้ให้การรักษาโดยเทคนิคแบบแปรความเข้ม (IMRT – Intensity Modulated Radiation Therapy) ในปีเดียวกัน

ในปีเดียวกันนี้ อาจารย์ชัชพล เกียรติขจรธาดา ได้รับการบรรจุในสาขาวิชา (ต่อมาได้ลาออกจากราชการเพื่อไปศึกษาต่อ ณ ประเทศสหรัฐอเมริกา

พ.ศ. 2546 สาขาวิชาได้ติดตั้งเครื่อง Microselectron Brachytherapy Unit รวมทั้ง Plato Treatment Planning System ในราคา 30 ล้านบาท รวม Iridium-192 Source จำนวน 18 Pellets (Pellet ละ 10 Curie) และพร้อม C-Arm X-ray Unit

พ.ศ. 2547 อาจารย์ภาวินี  มหาสิทธิวัฒน์  ได้รับการบรรจุในสาขาวิชา ในปีนี้ทางสาขาได้มอบแร่เรเดียมทั้งหมด ให้ทางสำนักงานพลังงานปรมาณูเพื่อสันติ เป็นผู้เก็บรักษา

พ.ศ. 2550 อาจารย์พิทยา ด่านกุลชัย ได้รับการบรรจุในสาขาวิชา และในปีนี้สาขาวิชาได้ติดตั้ง Conventional Simulator ยี่ห้อ Acquity อีกหนึ่งเครื่อง

พ.ศ. 2551  สาขามีแผนดำเนินการจะให้บริการรักษาโดยเทคนิครังสีรักษาสี่มิติ (4-D) ในปี พ.ศ. 2552

ในด้านฟิสิกส์การแพทย์  ซึ่งเป็นกำลังสำคัญของรังสีรักษา
ในด้านฟิสิกส์การแพทย์     ตั้งแต่ พ.ศ. 2501 – พ.ศ. 2517  หน่วยรังสีรักษามีนักฟิสิกส์การแพทย์เพียงท่านเดียวคือ อาจารย์ประดับ อัตถากร (เสียชีวิตก่อนเกษียณอายุราชการในปี พ.ศ. 2522) ในปี พ.ศ. 2517 จึงได้บรรจุ ผศ.สุรัตน์  วินิจสร เป็นคนที่ 2, ในปี พ.ศ. 2529 ได้บรรจุ ผศ.จุมพฎ คัคนาพร, พ.ศ. 2530  ได้บรรจุอาจารย์บุญรัตน์ วุฒิประเสริฐ (ย้ายไปโรงพยาบาลบำรุงราษฏร์  เมื่อปี 2538), พ.ศ. 2539 บรรจุ รศ.ลลิดา  ตันติภูมิอร, พ.ศ. 2542 บรรจุอาจารย์ไปรมากร  เลี้ยงสว่างวงศ์ (ต่อมาย้ายไปสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ฯ และได้ลาออกจากราชการไปศึกษาต่อต่างประเทศ), พ.ศ.2543 บรรจุอาจารย์พรทิพย์ เอี่ยมพงษ์ไพบูลย์, พ.ศ. 2545 บรรจุอาจารย์ปิยะนันท์  เหลี่ยมมุกดา, พ.ศ. 2546 บรรจุอาจารย์ลัคนา อภิปัญญาโสภณ (กำลังศึกษาระดับปริญญาเอกที่จุฬาฯ)  และนักฟิสิกส์การแพทย์คนสุดท้อง (2551) คือ อาจารย์คำมุก  ครองยุทธ  บรรจุเมื่อ พ.ศ. 2548 โดยสรุป ณ ปี พ.ศ. 2551 รังสีรักษาศิริราชมีนักฟิสิกส์การแพทย์ทั้งหมด 7 ท่าน

โดยสรุป  อัตรากำลังและเครื่องมือของสาขาวิชารังสีรักษาศิริราช ณ ปี พ.ศ. 2551 มีดังนี้
ก.  อัตราบุคลากร
    1.  Radiation Oncologist            =     10
    2.  Medical Physicist            =    7
    3.  Dosimetrist                =    1
    4.  Radiation Therapy Technologist     =     16
    5.  X-ray Technician Assistant        =    2
    6.  Engineer                =    1
    7.  Technician                =    2

ข. อัตราเครื่องมือ
    1.  Linear Accelerator            =    2     (Varian-2100C และ Varian 23 EX)
    2.  Cobalt-60 Machine            =    2     (Theratron – 780C)
    3.  Microselectron Brachytherapy     =    1    (Phillips)
    4.  Superficial X-ray Unit        =    1    (Phillips)
    5.  Hyperthermia unit            =    1    (Microfocus – 1000)
    6.  CT-Simulator                =    1    Picker
    7.  Conventional Simulator        =    2    (Ximatron และ Acquity)
    8.  CT-Planning System            =    4    Cadph = 1 และ Eclipse = 2)
    9.  Stylofoam cutter            =    1

บทส่งท้าย ความในใจของผู้เขียน
การประชุมวิชาการของราชวิทยาลัยรังสีแพทย์แห่งประเทศไทยมี = ปาฐกถาเกียรติยศ พิณพากย์พิทยาเภท ในฐานะที่ท่านเป็นรังสีแพทย์ด้านวินิจฉัย เป็นท่านแรกในประเทศไทย เป็นผู้บุกเบิกต้นรังสีวิทยาในประเทศไทย ในทำนองเดียวกันสมาคมรังสีรักษาและมะเร็งวิทยาแห่งประเทศไทย ยังมิได้มีปาฐกถาเกียรติยศเพื่อยกย่องผู้ใด ผู้เขียนเห็นว่า อาจารย์อำนวย เสมรสุต ท่านเป็นแพทย์ด้านรังสีรักษาอย่างแท้จริงเป็นท่านแรกในประเทศไทย ท่านเป็นผู้บุกเบิกด้านเรเดียมรักษาโรคมะเร็งในประเทศไทย ฉะนั้นสมาคมรังสีรักษาและมะเร็งวิทยาแห่งประเทศไทย จึงน่าจะพิจารณาจัด “ปาฐกถาเกียรติยศ อำนวย เสมรสุต” ในการประชุมวิชาการประจำปีของสมาคมฯ

คำสำคัญ: รังสีรักษา, ประวัติ, เครื่องมือ, บุคลากร
สร้างเมื่อ: 2009-03-16 15:03:03   แก้ไขเมื่อ: 2009-03-16 15:10:50
เว็บนี้ไม่มีวัตถุประสงค์ให้ผู้ใช้นำข้อมูลที่มีอยู่ไปใช้เพื่อวินิจฉัยโรค รักษาโรค หรือแก้ปัญหาสุขภาพโดยไม่ได้ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ และหากมีการนำข้อมูลไปใช้โดยไม่ได้ปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพ ทางเว็บจะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น
สงวนลิขสิทธิ์ © สมาคมรังสีรักษาและมะเร็งวิทยาแห่งประเทศไทย
เนื้อหาอนุญาตให้ใช้แบบ ครีเอทีฟคอมมอนส์ สัญญาอนุญาตประเภทแสดงที่มา